YOUR VOICE MATTERS

ชัยทวี เสนะวงศ์ | Chaitawees@gmail.com

นักอนาคตศาสตร์ได้มีการพยากรณ์ว่าสังคมโลกหลัง Covid-19 (Post Covid-19 Era) จะเกิด 3 เหตุการณ์สำคัญ ๆ คือ (1) เหตุการณ์ที่มาเปิดและปิด โอกาส จนคนต้องหาทางออกใหม่ให้ได้ (2) เหตุการณ์ที่ทำให้สภาพแวดล้อมของสังคมเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว (3) เหตุการณ์ที่มีอิทธิพลต่อการปรับเปลี่ยนความเชื่อของคน ซึ่งทั้ง 3 เหตุการณ์จะเป็นที่มาของการเปลี่ยนแปลงที่เป็นจุดเปลี่ยน (Turning point) ของสังคมทั้งระบบเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การศึกษา ที่เปรียบเทียบว่าเป็น “โลกสองใบ” จากโลกเดิม ( Traditional world) มาสู่โลกใหม่ (Future world) เป็นการผลิกผัน หักเห ปรับเปลี่ยน ที่มีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิต การศึกษา การทำงาน อย่างใหญ่หลวงของมนุษยชาติ


ก่อนการแพร่ระบาดของไวรัส SARS-CoV-2 สังคมโลกเริ่มมีฉากทัศน์ (Scenario) ถึงจุดเปลี่ยนจากจากโลกเดิม มาสู่โลกใหม่อยู่บ้างแล้ว แต่ยังขาดความจริงจังในทางปฏิบัติ คิดว่ายังมีเวลา รอได้ ค่อยเป็นค่อยไปก็ได้ แต่เมื่อเริ่มมีการแพร่ระบาดความที่ต้องต่อสู้ดิ้นรน ฟื้นฟู เพื่อการอยู่รอดในปัจจุบัน และปรับเปลี่ยนเพื่ออยู่อย่างยั่งยืนในโลกอนาคต บังคับให้สังคมต้องจริงจังกับการปรับเปลี่ยนมากขึ้น


กรณีศึกษาของภาวะโลกสองใบ

กรณีศึกษาที่ 1 จากการวิจัยพบว่าผลกระทบจากวิกฤติ Covid-19 สำคัญอันดับต้น ๆคือมนุษย์จะสนใจและมีความกังวลเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและมลพิษมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการ Disrupt ในหลาย ๆ ธุรกิจ อุตสาหกรรมรถยนต์เป็นกรณีศึกษาถึงจุดเปลี่ยนของโลกสองใบที่ชัดเจน อุตสาหกรรมรถยนต์กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยน จากโลกเดิมที่ผลิตรถยนต์ประเภทเครื่องสันดาปภายใน (Internal Combustion Engine – ICE) ที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงขับเคลื่อนรถ ส่งผลให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และคาร์บอนมอนอกไซด์ เป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งที่ส่งผลให้เกิดปัญหาภาวะโลกร้อน เป็นปัญหาเรื้อรังในสังคมโลก ผู้คนต้องอพยพ ผลผลิตอาหารเสียหายซ้ำซาก เกิดทุพโภชนาการ และเกิดโรคระบาดใหญ่ (Pandemic) ทำให้สังคมโลกต้องคิดถึงจุดเปลี่ยนใหม่ มาสู่โลกใหม่ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (Battery Electric Vehicles - EV) ที่ไม่ต้องใช้น้ำมัน หรือก๊าซในการเผาไหม้ ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าแทบจะไม่ปล่อยมลพิษออกมาเลย และนอกจากนี้ยังพัฒนาไปสู่รถยนต์ไร้คนขับ (Self-driving Car หรือ Autonomous Car) ปรากฏการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมัน ที่ในปัจจุบันยังพึ่งพารายได้หลักจากการขายน้ำมัน องค์กรเหล่านี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทบทวน ปรับเปลี่ยน Business Model จากการหารายได้จากการขายน้ำมัน (Oil) มาสู่การสร้างรายได้จากธุรกิจอื่น (Unrelated Diversification) ที่ไม่ใช่น้ำมัน (Non-oil) มากขึ้น เช่น อุตสาหกรรมผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถไฟฟ้า ธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพ เกษตรอัจฉริยะ เป็นต้น


กรณีศึกษาที่ 2 ด้วยมาตรการการ Social distancing เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส ทำให้โลกเดิมของทั้งการศึกษา การทำงาน การค้าขาย ที่มีลักษณะ Off line แต่เพียงอย่างเดียว ต้องปรับเปลี่ยนมาเป็นโลกใหม่ที่มีลักษณะ Hybrid เช่นHybrid learning, Hybrid working และ Offline-To-Online (O2O) Commerce ในอนาคตอันใกล้ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ประเภท Virtually ทั้ง Artificial intelligence (AI), Virtual reality (VR), Augmented reality (AR) การพัฒนาระบบการศึกษา การทำงาน การค้าขาย อาจจะเป็น On line ทั้งหมดก็เป็นไปได้


จุดเปลี่ยนของการบริหารคน

เนื่องจากสภาพแวดล้อมภายนอกขององค์กรจะมีความเป็น VUCA สูงมาก ๆ ยากที่ใครสามารถคาดเดาอนาคตได้สมบูรณ์แบบเพราะอนาคตมาเร็วเกินไปเสมอ และมักจะไม่มาแบบเรียงลำดับที่ควรจะเป็น องค์กรที่จะไปต่อได้ต้อง Disrupt ตัวเอง องค์กรต้องออกแบบฉากทัศน์ (Scenario) ที่เป็นการวางแผนอนาคตให้สอดรับกับสภาพแวดล้อมภายนอก (ต้องมีหลาย ๆฉากทัศน์) เพื่อที่จะก้าวไปข้างหน้า ด้วยการเตรียมองค์กรให้มีลักษณะเป็น Future-ready Organization ที่มีความพร้อม ความเร็ว ความสามารถ เชิงพลวัต (Dynamic Capability) และไม่ประมาท ต้องทำให้ทุกองคาพยพขององค์กร พร้อมสำหรับการไปต่อ และเมื่อการปฏิบัติตามฉากทัศน์ที่ออกแบบไว้ เมื่อประสบปัญหาต้องรีบกล้าเปลี่ยนแปลง วิเคราะห์สถานการณ์ใหม่แล้วหาข้อสรุปเพื่อรีบปรับเปลี่ยนเลือกฉากทัศน์อื่น ๆมาปฏิบัติ


ที่สำคัญ Future-ready Organization ต้องทำงานด้วยการใช้ปัญญาความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ ของคน องค์กรโดยผู้นำจำเป็นต้องปรับเปลี่ยน Mindset ต่อกระบวนการบริหารคน ด้วยต้องทำความเข้าใจอย่างจริงจังต่อสภาพแวดล้อมทีมีอิทธิพลต่อการบริหารคนขององค์กรในอนาคต โลกใบใหม่ของการบริหารคนจะมีลักษณะ “HR Form The Outside In” ที่ชัดเจนมากขึ้น ด้วยเหตุผลสำคัญ ๆ 3 ประการคือ

1. Future-ready Organization จะนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาเป็น Platform ในการทำงานมากขึ้น อนาคตมนุษย์ต้องทำงานร่วมกับเทคโนโลยีและเครื่องจักร (Human-Technology & Machine Partnership) เช่น AI, Cloud Computing, 3D Printing, Internet of Things, Virtual Reality เป็นต้น งานง่าย ๆ ซ้ำ ๆ ไม่ต้องใช้ความคิดไตร่ตรอง ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์ จะมาแทนที่มนุษย์ อนาคตมนุษย์จะต้องพัฒนาตัวเองไปทำงานที่ใช้ความคิดที่คิดนอกกรอบ มีจินตนาการ วุฒิภาวะทางอารมณ์ ความอยากรู้อยากเห็น สื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจได้ดี ต้องมีความสามารถในการเรียนรู้ (Learnability) อยู่ตลอดเวลา องค์กรต้องเอาจริงเอาจังกับการ Upskills และ Reskills พนักงานในประเด็นเหล่านี้


2. การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร (Demographic Change) ปี พ.ศ. 2564 สังคมไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ มีผู้อายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่า ร้อยละ 20 ของประชากร ขณะที่เรามีอัตราการเกิดลดลงมาตลอด ส่งผลให้สังคมไทยมีประชากรวัยทำงาน (อายุ 15-59 ปี) ลดลง จาก 43.26 ล้านคน (ร้อยละ 65ของประชากร) ในปีพ.ศ. 2563 มาเป็น 36.5 ล้านคน (ร้อยละ 56 ของประชากร) ในปี พ.ศ. 2583 สถานการณ์ของโครงสร้างประชากรดังกล่าว มีแนวโน้มว่าจะเกิดภาวะการคาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานที่มีทักษะ และความสามารถสูง


นักพฤติกรรมศาสตร์พยากรว่าภายในอีก 5 ปีข้างหน้าทุกองค์กร จะมีพนักงานกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า “Millennials” คือกลุ่มคนที่เกิดช่วงปี พ.ศ. 2529-2538 (Gen Y + Gen Z) ประมาณร้อยละ 50 ของทุกองค์กร กลุ่ม Millennials มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Generation Me (Gen Me) คนกลุ่มนี้ถูกกระบวนการอบรมเลี้ยงดู ให้การศึกษา ทั้งจากทางครอบครัวและ สถาบันการศึกษา ที่แตกต่างไปจากคนรุ่นเดิม คนกลุ่มนี้มีความรู้ ความสามารถ ที่แตกต่างไปจากคนรุ่นก่อน ๆ (Gen X และ Gen B) เขาเติบโตมากับสังคมโลกเปิด (Open Source Era) เป็น Digital Natives มีทักษะที่หลากหลายมากขึ้น ใจร้อนมากขึ้น มีความอดทนและอดกลั้นต่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัวน้อยลงเพราะคุ้นเคยกับความรวดเร็วของสิ่งที่ต้องการผ่านจอ มีความสุข สนุกสนาน สะดวกสบาย มากขึ้นผ่าน Social Media มีสังคมที่กว้างขวาง รับรู้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ในโลกได้ในเวลาเพียงเสี้ยววินาที องค์กรจะต้องมาทำความเข้าใจในพฤติกรรมคนกลุ่มนี้อย่างจริงจัง ลึกซึ้ง จึงจะสามารถ Engage ให้คนกลุ่มนี้ทุ่มเทพลังความคิด พลังกาย ให้กับการทำงาน ซึ่งจะเป็นความท้าทายของการบริหารคนใน Future-ready Organization


3. การเปลี่ยนแปลงทางด้านความคิด (Paradigm Shift) ของคนรุ่น Millennials ที่พวกเขามีค่านิยม มีความศรัทธา มีความเชื่อ ที่ต้องการการมีส่วนร่วม ต้องการสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ความเท่าเทียม ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย ใช้สิทธิเสรีภาพอย่างรับผิดชอบ ตระหนัก รับผิดชอบทั้งต่อตนเองและสังคม ถ้าองค์กร สามารถสร้างประสบการณ์ในการทำงานที่ไปสนับสนุน สอดคล้อง กับค่านิยมของคนรุ่นนี้ จะส่งผลให้พวกเขารู้สึกว่าพวกเขามีคุณค่า เขาก็ทุ่มเทพลังกาย พลังความคิด สร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับองค์กร


โลกสองใบของการบริหารคน

Glassdoor เว็บไซด์หางานอันดับต้น ๆ ในสหรัฐอเมริกา รวบรวมข้อมูลความต้องการของลูกค้าในตำแหน่งงานใหม่ในอนาคต สรุปว่าแนวโน้มของงานใหม่ที่เป็นสิ่งสำคัญสำหรับองค์กร คือ “ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารความแตกต่างหลากหลาย (Diversity and Inclusion specialist)”


การบริหารคนในโลกเดิมที่การสร้างประสบการณ์ การดูแลให้คน Engage ต่อองค์กร ใส่ใจเพียงเฉพาะทางกาย เน้นเพียงแค่ค่าจ้าง สวัสดิการ ละเลยการดูแลทางด้านจิตใจ การบริหารความแตกต่างหลากหลายยังขาดความเอาจริงเอาจัง จุดเปลี่ยนของการบริหารคนโลกใหม่จะต่อยอดจากโลกเดิม การสร้างประสบการณ์ให้คน Engage ต่อองค์กร จะเพิ่มให้ความสำคัญทางด้านจิตใจ ใส่ใจในความเป็นมนุษย์นิยม (Humanism) มากขึ้น ทำให้คนรู้สึกว่าเขามีคุณค่า เป็นตัวแทน (Ambassador) ขององค์กรที่จะทำงานเพื่อถ่ายทอด ส่งมอบประสบการณ์ที่มีคุณค่าต่อลูกค้า รวมถึงสร้างสิ่งที่ดีงามให้กับสังคม การบริหาร D&I ในองค์กรจะต้องทำอย่างจริงจังเพราะเป็นความต้