• HR Forum

The Challenges of Business and Organization in the Digital Economy

อัพเดตเมื่อ: 25 ธ.ค. 2020

บรรยายโดย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ | Thailand HR Forum 2017

โลกนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แท้จริงแล้วมนุษย์เราได้เริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมมาเพียงสองร้อยกว่าปีเท่านั้น หากเปรียบเทียบแล้วเป็นเพียงเศษเสี้ยวของวินาทีของการเกิดจักรวาลขึ้นมา แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นมีความตื่นเต้น เร้าใจ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้เป็นแบบเอกซ์โพเนนเชียล เกิดขึ้นแบบทวีคุณ เทคโนโลยี ไมโครชิพ มีความสามารถมากขึ้น โซล่าเซลล์ ขณะนี้มีการพัฒนาไปได้ไกลกว่าชิพคอมพิวเตอร์เสียอีก หน่วยความจำพุ่งขึ้นก้าวกระโดด ทุกอย่างอยู่ในช่วงที่เรียกว่าหากเป็นเส้นโค้งที่โค้งมา กำลังจะชันขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้นจนเราปรับตัวไม่ทัน Digital Economy ที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้ จึงเป็นยุคที่ปั่นป่วนโลกอย่างมาก ยุคแห่ง Disruption จึงมีความท้าทายต่างๆ เกิดขึ้นกับธุรกิจ กับองค์กร และสุดท้ายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือต่อพนักงาน และการบริหารบุคลากร ต่อไปในอีกไม่กี่ปี อาจจะไม่มีคำว่า HR อีกต่อไปแล้ว แต่กลายเป็น AR ซึ่งหมายถึง Artificial Resource Management ต่อไปไม่ต้องมาบริหารบุคคลกัน แต่มาบริหารโปรแกรม AI กันหรือไม่?


ผมไม่เคยคิดเลยเมื่อตอนที่ผมเรียนคอมพิวเตอร์ด้านปัญญาประดิษฐ์เมื่อ 20 กว่าปีก่อน ปัญญาประดิษฐ์ จะเอาชนะมนุษย์ได้ ตัวอย่างเช่น Alpha Go เอาชนะคนเรียบร้อยไปแล้ว Go ซึ่งเป็นเกมส์คอมพิวเตอร์ที่มีความสลับซับซ้อนถึง กว่า 10340 จำนวนความเป็นไปได้ในความซับซ้อนของ Go นั้นคาดกันว่าไม่น่าจะมีคอมพิวเตอร์ไหนเอาชนะได้เพราะว่ามันมีตัวเลขที่ใหญ่เหลือเกิน ต่อให้คอมพิวเตอร์มีความเร็วเพิ่มขึ้น 2 เท่าทุก 2 ปี กว่าจะเอาชนะในการจัดการความเป็นไปได้ซึ่งมีมากมายมหาศาลนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย แต่ก็เป็นไปแล้ว รถยนต์ก็ขับได้ด้วยตัวเอง ตอนผมเรียนปัญญาประดิษฐ์อยู่ลำพังที่จะให้หุ่นยนต์เพ่งมองว่านี่คือแก้วกาแฟ กว่าหุ่นยนต์จะทราบว่านี่คือแก้วกาแฟ ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง แต่ในปัจจุบันนี้เราเห็นรถยนต์วิ่งบนท้องถนน Real time ด้วยความเร็วปกติ แล้วรู้ว่านี่คือต้นไม้ นี่คือรถ นี่คือคนที่กำลังจะข้ามถนน แล้วสามารถรู้ได้ อาจจะมีความผิดพลาดบ้าง ดังเช่น รถยนต์ Self-driving พยายามจะวิ่งเข้าใต้สะพานสีขาว แล้วบังเอิญว่าสิ่งนั้น เป็นรถบรรทุกสีขาวจึงทำให้เกิดการเสียชีวิตขึ้น แต่ยังคงเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน้อยมาก เมื่อเทียบกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในช่วงปีใหม่หรือสงกรานต์ และนี่คือเทคโนโลยีที่ปั่นป่วนโลกได้มากมายมหาศาล ซึ่งถ้าหากเทคโนโลยีสามารถปั่นป่วนโลกได้มากมายขนาดนี้ แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะไม่ปั่นป่วนประเทศ ปั่นป่วนพฤติกรรมของบุคคลในองค์กร


กรณีที่เป็นรูปธรรมจากการปั่นป่วนทางธุรกิจที่เกิดจากเทคโนโลยี ตัวอย่างเช่น แต่เดิมคนขับรถแท็กซี่สีดำในลอนดอน กว่าจะสามารถมาเป็นคนขับได้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องจำถนนทั้งหมดให้ได้ 6 หมื่นสาย ผ่านการทดสอบทั้งหมด 12 ครั้ง กว่าจะเป็นคนขับแท็กซี่ได้ ซึ่งถูก Disrupt ด้วยการที่มีการเรียกแท็กซี่ผ่าน App เช่น Uber ปั่นป่วนมาแล้วทั่วโลก การเรียกแท็กซี่ผ่านโทรศัพท์มือถือนั้นไม่ใช่เพียงการนำคนใช้บริการกับแท็กซี่มาเจอกันเท่านั้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ในเหตุการณ์ของแท็กซี่ลอนดอน การมี App และการมี Google Map นั้น ทำให้คนขับไม่มีความจำเป็นที่จะต้องจำเส้นทางเหมือนในอดีต ท่านลองคิดดูว่า คนคนหนึ่งสะสมทักษะขึ้นมากว่าจะเป็นคนขับแท็กซี่ได้นั้นหลายปี แต่วันดีคืนดี ทักษะนั้นหายไปแทบเป็นของไม่มีค่าในทันที มีผลต่อค่าโดยสารแท็กซี่ที่ลดลงอย่างรวดเร็ว หากลองคิดว่าเราจะนำเทคโนโลยีมาผสมกันระหว่าง รถที่สามารถขับได้ตัวเองกับการแชร์รถแท็กซี่ รถทั่วไปสามารถเป็นแท็กซี่ได้ ต่อไปแม้กระทั้ง Uber เองก็อาจจะถูก Disrupt เช่นกัน นี่คือความปั่นป่วนที่เกิดขึ้น หากสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริงต่อไปจะส่งผลต่อพฤตกรรมการใช้รถของคนอย่างแน่นอน เพราะถ้าเราสามารถเรียก App เป็นแท็กซี่มาได้แล้วไม่ต้องมีคนขับมา เราก็จะไม่ต้องขับรถกันเองแล้ว ไม่ต้องหาที่จอดรถ บริษัทจะขายรถได้อย่างไร การซ่อมบำรุงเป็นอย่างไร การประกันรถจะเป็นอย่างไร หากเกิดอุบัติเหตุใครจะเป็นคนรับผิดชอบ ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นมามากมายอย่างไม่สามารถคาดเดาได้


อีกหนึ่งตัวอย่างที่หลายท่านคงเคยใช้บริการ มีห้องพักจากทั่วโลกกว่า 1 ล้าน 5 แสนห้อง ให้บริการในชื่อของ แอร์บีเอ็นบี (Airbnb) เกิดขึ้นแล้วใน 3.4 หมื่นเมืองทั่วโลก ใน 190 ประเทศ เจ้าของห้องพักที่ไม่ได้มีคนอยู่ก็ไม่ต้องปล่อยให้ห้องว่าง เป็นตัวอย่างของ Disrupt ในธุรกิจโรงแรม ตัวอย่างของบริการโอนเงินข้ามประเทศแต่เดิมเสียค่าธรรมเนียมมาก รวมถึงมีช่องว่างระหว่างอัตราแลกเปลี่ยน จึงปรากฏบริการ Transfer wise ใช้วิธีหักกลบลบกันโดยคอมพิวเตอร์เป็น Platform เช่น การโอนเงินระหว่างประเทศไทย กับอเมริกา ก็จะรู้ว่ามีคนอเมริกาต้องการโอนเงินมาประเทศไทยจำนวนเท่าไหร่ มีคนไทยต้องการโอนเงินไปยังประเทศอเมริกาจำนวนเท่าไหร่ แทนที่จะโอนเงินกันโดยตรงบริการนี้จะเอาจำนวนเงินมากหักกลบลบกัน แล้วโอนจากอเมริกาไปอเมริกา ไทยโอนไปไทยกันเอง นี่เป็นตัวอย่างเพียงสองประเทศ หากสองประเทศยังหักลบกันได้ไม่ดี ก็จะนำประเทศอื่น ๆ เข้ามา หักไปหักมาสุดท้ายแล้วการโอนเงินจริงๆ นั้นไม่ต้องโอนเยอะ และประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้ 90% และนี่คือตัวอย่างของ Disrupt ในธุรกิจธนาคาร


สิ่งที่น่าสนใจที่เกิดขึ้นคือ บริษัทแท็กซี่ที่ใหญ่ที่สุดไม่มีแท็กซี่เป็นของตัวเอง คือ Uber บริษัทสื่อที่ใหญ่ที่สุดอย่าง Facebook แทบไม่มี Content เป็นของตัวเอง มีแต่ Content ที่ผู้ใช้เป็นคนสร้างขึ้น บริษัทค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดอย่าง Alibaba ซึ่งไม่มีสินค้าของตัวเอง และธุรกิจโรงแรมที่ใหญ่มากไม่มีห้องพักเป็นของตัวเองอย่าง Airbnb เป็นตัวอย่างของการปฏิวัติโลกที่เกิดขึ้น


ประเทศไทยตอบรับกับ Disruptive technology โดยรัฐบาลได้ประกาศนโยบาย Thailand 4.0 โดยหวังว่านโยบาย Thailand 4.0 จะนำพาประเทศไทยไปสู่ยุคใหม่ พบกับความท้าทายของเทคโนโลยีของโลกได้ หัวใจสำคัญ คือ จะเกิดปัจจัยการผลิตใหม่ แต่เดิมเศรษฐกิจแบบเกษตรกรรม ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือที่ดิน ใครมีที่ดินมากที่สุดถือว่าได้เปรียบ เศรษฐกิจอุตสาหกรรมเบาในยุค 2.0 แรงงานจะเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ เศรษฐกิจอุตสาหกรรมหนักในยุค 3.0 ปัจจัยที่สำคัญคือ เงินทุน แต่ถ้าหากเป็น เศรษฐกิจ 4.0 เศรษฐกิจดิจิทัล ตัวสำคัญคือ ข้อมูลและความรู้ เพราะฉะนั้นนี่คือความท้าทายของเศรษฐกิจดิจิทัล


ประเทศไทยที่ยังไม่มีบริษัทที่ไปถึง 4.0 อย่างแท้จริง แต่เราเริ่มเห็นหลายบริษัท เริ่มปรับตัวที่พร้อมจะเอาข้อมูลสมัยใหม่มาใช้ เพิ่ม Productivity ของกิจการ ตัวอย่างเช่น มิตรผล อยู่ในธุรกิจเกษตร ธุรกิจน้ำตาล ความท้าทายของอุตสาหกรรมน้ำตาลก็เหมือนกับในหลายๆ อุตสาหกรรม คือ ขาดแรงงาน ผลผลิตต่อไร่ต่ำ แปลงอ้อยเป็นน้ำตาลได้น้อย ประมาณการผลิตไม่แม่นยำ สิ่งที่มิตรผลทำ คือ จัดรูปที่ดินแปลงใหญ่ ให้เหมาะกับการใช้เครื่องจักรแล้วปลูกอ้อยเป็นแนวชัดเจน 1.85 เมตร เครื่องจักรถูกควบคุมให้สามารถวิ่งด้วยความแม่นยำด้วยเทคโนโลยี RTK ซึ่งจะทำให้รถสามารถวิ่งเป็นแนวตรง ผิดพลาดไม่เกิน 3 เซนติเมตร เมื่อรถสามารถวิ่งได้ตรงก็จะไม่ทับตออ้อย ไม่สร้างดินดาน สามารถปลูกและเก็บเกี่ยวได้ทันเวลา สามารถควบคุมเครื่องจักรได้ด้วยข้อมูล สามารถบริหาร Logistics เมื่อตัดอ้อยสามารถโยงข้อมูลไปยังโรงน้ำตาล จัดคิวอ้อยที่จะเข้าโรงน้ำตาล เมื่อสามารถจัดส่งได้อย่างรวดเร็ว ปริมาณอ้อยที่เสียก็จะน้อย ช่วยลดเวลาและเพิ่มปริมาณน้ำตาล มิตรผลยังนำข้อมูลมาช่วยเพิ่มผลผลิตโดยการทำสัญญาซื้อขายน้ำตาลล่วงหน้า ใช้ข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ทั้ง ภาพถ่ายดาวเทียม – GIS วัดพื้นที่ปลูก ระบุพิกัดแปลงอ้อยด้วยแท็บเล็ต ใช้โดรนดูการเติบโตของอ้อย เก็บข้อมูลสภาพอากาศแต่ละจุด และพยากรณ์ผลผลิตด้วยแบบจำลอง ทั้งหมดนี้นำมาประมวลจำนวนอ้อยในแต่ละปีได้ สามารถทำสัญญาซื้อขายได้อย่างแม่นยำ และสามารถแก้ไขปัญหาในการผลิตได้ล่วงหน้าอีกด้วย ซึ่งภาพถ่ายจะโดรนจะช่วยชี้ปัญหาว่าจุดในปลูกอ้อยได้ดี จุดใดปลูกอ้อยได้ไม่ดี จึงสามารถจัดการกับปัญหาและแก้ไขได้ตรงจุด


การนำข้อมูลมาใช้ในธุรกิจสิ่งพิมพ์ เช่น โรงพิมพ์ศิริวัฒนาอินเตอร์พริ้นท์ แต่เดิมมีปัญหาด้านการพิมพ์ไม่ทัน ฝ่ายขายต้องการทำยอด แต่ฝ่ายผลิตไม่สามารถผลิตได้ทัน จึงทำให้เกิดความขัดแย้งกันขึ้น เกิดปัญหาด้านต้นทุน ระบบงานไม่ได้มาตรฐาน ปัญหาด้านการบริหารต้นทุน สิ่งที่โรงพิมพ์แห่งนี้ทำคือนำการบริหารข้อมูลแบบใหม่เข้ามาใช้ โดยการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์บริหาร เก็บข้อมูลการรับงานและสถานะเครื่องพิมพ์ ติด RFID เพื่อคุมสินค้าคงคลัง ตั้ง “วอร์รูม” มองการผลิตทั้งหมด


ข้อมูลช่วยในงานรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับคนงานและวัสดุจำนวนมาก มีปัญหารายวัน ไม่ทราบกำไร-ขาดทุน เพราะไม่มีการทำบัญชี รวมถึงเงินรั่วไหลมาก ปัจจุบันมีโปรแกรมบัญชี สามารถนำมาใช้ในการช่วยควบคุมต้นทุน วิเคราะห์กำไรขาดทุน ทุกครั้งที่เปิดโครงการจะต้องกรอกข้อมูล เวลาจะซื้อและขายอะไร มีรายได้เข้ามาก็ต้องกรอกข้อมูล จึงสามารถบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งก็จะเปลี่ยนโฉมธุรกิจในการลดเวลาทำบัญชี รู้ต้นทุนทันที ลดต้นทุนค่าบริหาร ลดต้นทุนเก็บงาน เพิ่มกำไร ได้สินเชื่อธนาคารเพราะบัญชีดี และที่สำคัญคือสามารถนำข้อมูลมาต่อยอดได้ สามารถนำข้อมูลจากการวิเคราะห์ไปขายได้ เช่น อัตราการเติบโตของผลผลิต ที่ดิน แรงงาน ทุน และวัตถุดิบ ทำให้เกิดอีกหนึ่ง Business Model ที่เป็น E-commerce ทราบว่าต่อไปผู้รับเหมาต้องการจะเปิดโครงการ ก็สามารถเตรียมของไว้ให้กับผู้รับเหมาได้


จะเห็นได้ว่า หัวใจสำคัญของการไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล การไปสู่เทคโนโลยี 4.0 คือ การเก็บ การประมวล การตีความและการใช้ประโยชน์จากข้อมูล ข้อมูลดีจึงเพิ่มผลิตภาพ จากการวิจัยของ TDRI พบว่า การนำข้อมูลมาใช้ กรณีตัวอย่างของมิตรผล สามารถเพิ่มผลิตภาพได้ 34% แรงงานลดลง 7% กรณีของโรงพิมพ์มีผลิตภาพเพิ่มขึ้นจากการใช้ข้อมูล 6% กรณีของผู้รับเหมาก่อนสร้างมีผลิตภาพเพิ่มขึ้น 26% นี่คือรากฐานของประเทศไทยในการเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล หากเราลงทุนในระบบข้อมูลนั้นถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า คืนทุนเร็ว ลดความสูญเสียจากความสูญเปล่า ทั้งแรงงานวัตถุดิบลดลง รายได้เพิ่มขึ้น ข้อมูลที่มีอยู่มากมายในองค์กร รวมถึงคืนทุนจากโมเดลใหม่ทางธุรกิจ


หลายครั้งที่พบกับคำถามที่ว่า “ที่อย่างไรจึงจะสามารถทำธุรกิจแบบ Big Data ได้” คำตอบง่าย ๆ ก็คือ ก่อนจะเริ่ม Big data ท่านใช้ Small Data แล้วหรือยัง? ในธุรกิจของท่านมี Small Data ให้เป็นประโยชน์ใช้อยู่แล้วก่อนที่ท่านจะคิดไปเก็บข้อมูลจากภายนอกองค์กรมาอย่างไร สามารถเริ่มต้นได้จาก Small Data ก่อน ไม่มี Big data ไหนที่จะเริ่มได้ก่อน Small Data เราต้องถามคำถามให้ถูกว่า “เราจะใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่เรามีอยู่แล้วได้อย่างไร ถ้าเรามีข้อมูล Small Data นำมาใช้เต็มที่แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการคิด Business Model ใหม่ว่าเราจะสามารถใช้ประโยชน์จาก Big data ได้อย่างไร


Quick win ของธุรกิจไทยอยู่ตรงที่ว่า ทำอย่างไรถึงจะทำให้สามารถเพิ่มผลิตภาพด้วยข้อมูล นำข้อมูลมาช่วยลดความสูญเปล่า ทำให้องค์กรของเราดีขึ้น สิ่งที่กล่าวมาเป็นความท้าทายขององค์กร ยังมีอีกหนึ่งความท้าทาย นั่นคือ ความท้าทายของคนในองค์กร ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของ HR ที่ต้องเกี่ยวข้อง สิ่งที่จะมาท้าทายคนทำงานในยุคต่อไป คือ ทักษะของคนวิ่งตามไม่ทันเทคโนโลยี หมายความว่า งานที่ท่านทำอยู่อาจจะถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักร จะมีตำแหน่งงานจำนวนมากมายที่จะถูกทดแทนได้ด้วยคอมพิวเตอร์ ในยุคหนึ่งเราเคยใช้คอมพิวเตอร์มาเสริมการทำงานให้คนสามารถทำงานได้ง่ายขึ้น ถึงจุดนี้เป็นดินแดนของคอมพิวเตอร์ หรือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามาทดแทนคนในหลาย ๆ อาชีพมากยิ่งขึ้น ไม่เฉพาะงานที่ใช้แรงงานที่เอาเครื่องจักรมาใช้ได้โดยตรง ด้วย Automation โดยตรง ซึ่งเรื่องแบบนี้ก็จะเกิดขึ้นอยู่แล้ว และกำลังจะเกิดขึ้นในประเทศไทย การใช้ Internet of thing ความท้าทายเมื่อองค์กรจะต้องเปลี่ยน สุดท้ายก็จะเชื่อมโยงมาสู่ความท้าทายของ HR และความท้าทายของแรงงานแต่ละคน โดยแต่ละคนจะมีโจทย์สำคัญคือ จะต้อง Upgrade Skill ของตัวเอง ให้ทันกับการก้าวของเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้น ต่อไปจะไม่มีความมั่นคงในการทำงาน คนงานแต่ละคนจะต้องเรียนรู้ หรืออาจจะต้องเปลี่ยนงานหลายอาชีพ ในช่วงชีวิตหนึ่งของการทำงาน และนี่คือความท้าทายของตลาดงาน “ความท้าทายของฝ่าย HR คือ การช่วยให้แรงงานในองค์กรของท่านปรับทักษะให้ทันกับกาเปลี่ยนแปลง”

ดู 2 ครั้ง0 ความคิดเห็น