การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล (Transition to the Digital Economy)

อัพเดตเมื่อ: 22 ธ.ค. 2020


ถ้าพิจารณามูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization หรือ Market Cap) ของบริษัทขนาดใหญ่ที่สุดในโลก 5 บริษัทแรก จะพบว่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ในปีค.ศ. 2006 บริษัทที่มี Market Cap มากที่สุดเรียงตามลำดับ 1-5 คือ Exxon GE Total Microsoft และ Citi Bank ตามลำดับ ซึ่งบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดิจิทัล หรือ Tech Company มีเพียง Microsoft เท่านั้น ในปี 2016 บริษัทที่มี Market Cap สูงที่สุด 5 อันดับแรกกลายเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีทั้งหมด คือ Apple Alphabet (Google) Microsoft Amazon และ Facebook โดยที่ Apple มี Market Cap สูงถึง US$ 528 billion นอกจากนี้ บริษัทขนาดใหญ่ใน Fortune 500 จากเดิมที่ต้องใช้เวลาโดยเฉลี่ยถึง 20 ปี จึงจะมี Market Cap สูงเกินกว่า US$ 1 billion แต่บริษัทเทคโนโลยี เช่น Google ใช้เวลาเพียง 8 ปี Uber ใช้เวลา 4.4 ปี และ Airbnb ใช้เวลาเพียง 2.8 ปี เท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจที่มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Economy) ในการสร้างความมั่งคั่งและภายในเวลาอันรวดเร็ว


บริษัทเทคโนโลยีส่วนใหญ่ จะเริ่มจากการเป็น Start up ก่อน และเมื่อประสบความสำเร็จมีมูลค่าเกิน US$ 1 billion แต่ยังไม่เข้าตลาดหลักทรัพย์ จะเรียกว่า Unicorn ในปี 2013 มีบริษัทเข้าข่าย Unicorn เพียง 39 บริษัทเท่านั้น แต่ในปี 2015 เพิ่มขึ้นเป็น 80 บริษัท ปัจจัยผลักดันให้เกิด Unicorn เพิ่มขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว คือ เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในชีวิตของผู้คนมากขึ้น ดอกเบี้ยที่ต่ำทำให้นักลงทุนหาช่องใหม่ๆในการลงทุน ส่วนหนึ่งนำมาลงทุนใน Start Up การผ่อนคลายกฎระเบียบของรัฐบาลสหรัฐใน Jobs Act ทำให้บริษัทขนาดเล็กระดมทุนได้ง่ายขึ้น รวมทั้งการที่จีนที่สั่งสมความมั่งคั่งจากตลาดในประเทศ เริ่มหันมากระจายพอร์ตการลงทุน ในภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งรวมทั้งในสหรัฐอเมริกามากขึ้น

ยุคเศรษฐกิจที่มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นตัวนำ (Digital Economy) ในการสร้างการเติบโตทางธุรกิจ มีลักษณะเด่นอยู่ 3 ประการคือ


1. การใช้ทรัพยากรเมื่อต้องการ (Resource on Demand) ภายใต้เศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) ซึ่งเป็นการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากกำลังการผลิตที่เหลือของทรัพยากรหรือสินทรัพย์ที่มีอยู่


2. การใช้ศักยภาพของบุคลากรเมื่อต้องการ (Talent on Demand) ในรูปแบบของแรงงานอิสระ (Freelance Workforce) คำว่า Freelance” หรือ “Freelancer” คือผู้มีอาชีพอิสระไม่ขึ้นตรงต่อหน่วยงานองค์กรใดๆ


3. การแสวงหาความรู้และข้อมูลที่จำเป็นเมื่อต้องการ (Intelligence on Demand) ผ่านทาง Crowds และ Cloud โดยการกระจายปัญหาไปยังชุมชน Online หรือในโลก Cyber


เทคโนโลยีที่เป็นเสาหลักในยุค Digital Economy ประกอบด้วย ระบบไซเบอร์ (Cyber Physical System) ระบบประมวลผลแบบคลาวด์ (Cloud Computing) การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Analytics) ระบบความปลอดภัย (System Security) ระบบการพิมพ์ 3 มิติ (3D Printing) เทคโนโลยีการผสมผสานโลกเสมือน (Augmented Reality) และหุ่นยนต์ที่ออกแบบขึ้นมาโดยมีพื้นฐานเลียนแบบร่างกายมนุษย์(Humanoid Robots) การเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุค Digital Economy จะอาศัยการพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้เป็นตัวนำ ทำให้สภาพแวดล้อม ในการทำงาน รูปแบบกระบวนการทำงานและกลยุทธ์รวมทั้งโครงสร้างองค์กรแตกต่างออกไปจากเดิมอย่างโดยมีลักษณะที่สำคัญ คือ


1. มีการเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ ผ่านระบบ Internet และ Applications ที่ออกแบบเพื่อรองรับความต้องการของแต่ละบุคคล (The Internet of Me) เมื่อ Digital และ Internet กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต หรือ Internet of Things (IoT) ผู้บริโภคต้องการให้มีการทำงานร่วมกันระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ อย่างไร้รอยต่อ


2. การเกิดขึ้นของแรงงานที่มีทักษะด้านดิจิทัล ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ (กลุ่ม Millennials) มีความสามารถใน การใช้และเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างรวดเร็ว (Digital Natives) ในขณะที่คนรุ่นก่อนหน้าต้องใช้เวลาปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลที่เกิดขึ้น (Digital Immigrants)


3. การทำงานและการใช้ชีวิต (Work and Life) เปลี่ยนไป เนื่องจากมีการเชื่อมต่อการทำงานผ่านระบบ Internet และ Social Media ทำให้พนักงานจะอยู่ที่ใด ใช้อุปกรณ์แบบใด ในเวลาใด ก็สามารถทำงานได้ (Any Place Any Time Any Devices) การทำงานแบบ Telecommuting หรือ Work Anywhere เป็นรูปแบบการทำงานที่พนักงานสามารถใช้ Internet และ Social Media ทำงานได้จากที่บ้าน ที่พักอาศัย หรือสถานที่อื่นๆ ไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทางไปที่ทำงาน อย่างไรก็ตามองค์ประกอบที่สำคัญคือ ต้องมีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในราคาที่เหมาะสม จึงจะส่งเสริมให้เกิดการทำงานในลักษณะ Telecommuting แพร่หลายมากขึ้น


4. งานในยุค Digital Economy เริ่มถูกแทนที่ด้วยการใช้ระบบ Automation ทำให้รูปแบบแรงงานในอนาคต(Future Workforce) แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ งานที่จะหายไปเนื่องจากถูกแทนที่ด้วยระบบ Automation งานที่อาศัยทักษะและความรู้ควบคุมและใช้งานระบบ Automation งานที่เกิดขึ้นใหม่เนื่องจากการใช้ระบบ Automation และ งานที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงเนื่องจากไม่สามารถถูกแทนที่ด้วยระบบ Automation


5. รูปแบบการทำธุรกิจต้องเผชิญกับการกดดันจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและทำลายธุรกิจที่ปรับตัวไม่ทันจนต้องล่มสลาย (Disruptive Technology) ถ้าดูอายุเฉลี่ยของบริษัทชั้นนำ ใน S&P 500 ในปี ค.ศ. 1960 คือ 60 ปี และลดลงเป็น 35 ปี ในปี ค.ศ. 1980 คาดว่าอายุเฉลี่ยของบริษัทใน S&P 500 จะเหลือเพียง 20 ปี ในปี ค.ศ. 2020


6. องค์กรในยุค Digital Economy จะมีรูปแบบที่แบนราบ และมีขั้นตอนการตัดสินใจที่รวดเร็วขึ้น สายการบังคับบัญชาแบบบนลงล่าง (Top-down) ที่ใช้กันทั่วไปไม่สามารถตอบสนองการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมได้ทัน สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ช้า ขณะเดียวกันการจัดโครงสร้างแบบการแบ่งทีมตามโครงการ (Project based Organization) ก็ไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับองค์กรยุคใหม่เสมอไป เนื่องจากปัญหาความซับซ้อน เข้าใจยากและสร้างความสับสนให้พนักงาน แนวคิดใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจ คือ การบริหารองค์กรแบบไร้ลำดับชั้น (Holacracy Organization) ซึ่งถูกคิดโดย Brian Robertson เพื่อรองรับวิวัฒนาการของธุรกิจในปัจจุบันที่เข้าสู่ยุค Collaborative หรือ Sharing Economy


7. โครงสร้างการบริหารงานจะเปลี่ยนจากรูปแบบปิรามิด ที่มีการทำงานร่วมกันระหว่าง ผู้นำ หน่วยงานหลัก และ หน่วยงานสนับสนุน ไปเป็นโครงสร้างแบบยืดหยุ่น มี ผู้นำ และทีมพัฒนานวัตกรรมที่มีอิสระ ตัดสินใจได้เอง นำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น


ผู้ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยี (Founder) ที่ก้าวมาจากการเป็นบริษัท Start up ไปสู่ Unicon และสามารถนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ในที่สุด ส่วนใหญ่จะเป็นผู้เข้าใจถึงวิสัยทัศน์และภารกิจของตนเองอย่างชัดเจนว่า บริษัทที่ก่อตั้งขึ้นมานั้นมีเป้าหมายอย่างไร ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อสังคมในทางที่ดีขึ้นอย่างไร และสามารถถ่ายทอดวิสัยทัศน์ไปยังผู้อื่นเพื่อมาร่วมสร้างความเชื่อที่มีให้เป็นจริงร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ผู้ก่อตั้งบางคนก็ไม่ได้ทำหน้าที่บริหาร มีการจ้างมืออาชีพเข้ามาทำหน้าที่ Chief Executive Officer (CEO) ความแตกต่างในเรื่องทักษะระหว่าง Founder กับ CEO คือระดับความคิดสร้างสรรค์และความสามารถในการบริหารงาน โดย Founder จะมีระดับความคิดสร้างสรรค์ที่สูง ในขณะที่ CEO จะโดดเด่นในเรื่องการบริหารงานมากกว่า ทั้งนี้ ผู้ที่จะทำหน้าที่บริหารองค์กรไม่ว่าจะยังคงเป็น Founder หรือเปลี่ยนเป็น CEO จะต้องเป็น Digital Leader ที่เข้าใจลักษณะเฉพาะตัวของเศรษฐกิจในยุคดิจิทัล รวมทั้งบทบาทและทักษะที่แตกต่างจากผู้นำทั่วไป จึงจะสามารถนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จและมีอายุยาวนานได้


ติดตามเนื้อหาฉบับเต็มได้ที่ วารสารการบริหารฅน People Magazine Vol.1.2560 Article2 - การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล (Transition to the Digital Economy) ผู้เขียน ดร. ณัฐวุฒิ พงศ์สิริ
ดู 110 ครั้ง0 ความคิดเห็น